วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Schizophreniform Disorder

โดย นายเอกรินทร์ บุญมาก
นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ 


ในปี ค.ศ. 1939 ที่ Psychiatric Clinic แห่งมหาวิทยาลัยของประเทศนอรเวย์ Gabriel Langfeldt ได้ใช้คำ “Schizophreniform” ในการอธิบายอาการที่มีการเริ่มต้นอย่างทันทีทันใด ร่วมกับ mood symptoms และ clouding of consciousness. The Text Revision of the Fourth edition of the Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-IV-TR) ได้อธิบาย schizophreniform disorder ว่ามีความเหมือนกับ schizophrenia ยกเว้นว่า อาการของโรคจะสิ้นสุดลงภายใน ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนและผู้ป่วย schizophreniform disorder สามารถกลับไปสู่สภาวะการทำ งานเดิมเมื่อได้รับการดูแลรักษา ในทางกลับกันผู้ป่วย schizophrenia จะต้องมีอาการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือนขึ้นไปและไม่สามารถกลับไปสู่สภาวะการทำงานเดิมอย่างสมบูรณ์เมื่อได้รับการดูแลรักษา ดังนั้นบทความนี้จะช่วยให้เข้าใจโรค schizophreniform disorder ได้มากขึ้น

ระบาดวิทยา
ขอมูลการเกิดของโรค schizophreniform disorder ซึ่งความผิดปกติดังกลาวมักเกิดขึ้นในชวงของวัยรุน และวัยหนุมสาว (18-35ป) และในจำนวนที่นอยกวาครึ่ง ที่จะเปน schizophrenia ความชุกในชวงชีวิตมีอัตราอยูที่รอยละ 0.2 และมีความชุกในชวง 1 ปมีอัตราอยูที่รอยละ 0.1การศึกษามากมายไดแสดงใหเห็นวาการที่ผูปวยมีญาติที่เปนschizophreniform disorder มีความเสี่ยงสูงที่จะเปนโรคจิตเวชกลุมอื่น แตการแพรกระจายของความผิดปกติดังกลาว แตกตางจากการแพรกระจาย ของผูปวยที่มีญาติเปนโรค schizophrenia and bipolar disorders โดยเฉพาะเครือญาติของผูปวยที่เปน schizophreniform disorder สวนมากจะเปน mood disorders มากกวาผูปวยที่มีญาติเปน schizophrenia และมากกวานั้นผูปวยที่มีญาติเปน schizophreniform disorder มักจะไดรับ วินิจฉัยวาเปน a psychotic mood disorder มากกว่าผูป่วยที่มีญาติเปน bipolar disorders

สาเหตุ
สาเหตุของ schizophreniform disorder นั้นยังไมมีใครทราบแตในบันทึกของ Langfeldt ในป ค.ศ. 1939 ผูปวยที่ไดรับการวินิจฉัยโรคนี้เกิดจากหลายปจจัย (heterogeneous causes) ซึ่งโดยทั่วไปผูปวยบางรายมีอาการผิดปกติคลายกับอาการของโรค schizophrenia แตขณะที่รายอื่นๆ อาจมีอาการผิดปกติที่คล้ายกับอาการของ mood disorder และจากขอมูลบางแหงแสดงใหทราบวา ความสัมพันธทางเครือญาติเกี่ยวเนื่องกับอาการของ schizophrenia จากการศึกษาไดพบวากลุมผูปวย Schizophreniform disorder มี affective symptoms มากกวา (โดยเฉพาะอยางยิ่งอาการ mania) และ มีผลการรักษาที่ดีกว่าผูปวย schizophrenia และการเพิ่มขึ้นของการเกิด mood disorders ในเครือญาติของผูปวยโรค schizophreniform disorder แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธอันเกี่ยวเนื่องกับ mood disorders ขอมูลทางระบาดวิทยามีความสอดคลองอยางยิ่งกับขอสันนิษฐานที่วินิจฉัยในขณะนั้น เพื่อระบุกลุมผูปวย ซึ่งบางรายมีอาการผิดปกติเหมือน schizophrenia ในขณะที่บางรายมีอาการผิดปกติคลายกับ mood disorder

Brain Imaging
ความผิดปกติใน the inferior prefrontal region ของสมองในขณะที่ผูปวยทำแบบทดสอบ a region-specific psychological task (the Wisconsin Card Sorting Test) ดังที่พบในผูปวย schizophrenia ก็ไดถูกพบในผูปวย schizophreniform disorder เชนกัน และงานศึกษาชิ้นหนึ่งก็ไดแสดงถึงความผิดปกติของ the left hemisphere และงานศึกษาชิ้นนี้ยังพบความบกพรองของ striatal activity suppression จากขอมูลสามารถอธิบายใหทราบถึงความคลายกันระหวาง the psychotic symptoms ของ schizophrenia กับ the psychotic symptoms ของn schizophreniform disorder และยิ่งไปกวานั้นความเขาใจใน central nervous system (CNS) factors สามารถนำ ไปสูการรักษาระยะยาวของ schizophrenia หรือการรักษาที่มีระยะเวลาสั้นกวาของ schizophreniform disorder ไดตอไป อยางไรก็ตามจากขอมูลบางแหงแสดงใหเห็นวาผูปวย schizophreniform disorder อาจจะมี enlarged cerebral ventricles โดยดูจาก computed tomography (CT) และ magnetic resonance imaging (MRI)


การวินิจฉัยโรคและอาการทางคลินิก
The DSM-IV-TR criteria สำหรับ schizophreniform disorder คือ an acute psychotic disorder ที่มี onset อยางรวดเร็ว และขาด a long prodromal phrase ถึงแมวาผูปวย schizophreniform disorder อาจไดผานชวงเวลาการทำ งานของรางกายที่แยลงในตอนนั้น ซึ่งขอมูลโดยรวมของอาการเริ่มตนนั้นเหมือนกับอาการของ schizophrenia หรือ มีอาการ 2 ลักษณะดังนี้หรือมากกวาของ psychotic symptoms (hallucinations, delusions, disorganize speech and behavior,or negative symptoms) ตองแสดงอาการออกมา ซึ่ง schineiderian first-rank symptoms ถูกพบบอยครั้ง และความเปนไปไดที่เพิ่มขึ้นถูกพบจาก emotional turmoil และ confusion ซึ่งการแสดงของอาการอยางหนึ่งอยางใดสามารถถือไดวาทำ ใหมีคำวินิจฉัยโรคที่ดี แตถึงอยางไรก็ตาม negative symptoms ก็อาจแสดงอาการออกมาได ซึ่งอาการเหลานี้มีความสัมพันธที่พบไดนอย ใน schizophreniform disorder ในชวงระยะสั้นๆ ของการเขารักษาครั้งแรกของผูปวย schizophreniform หนึ่งในสี่ถูกพบวาเปน negative symptom ซึ่งในชวงแรกเริ่มผูปวยเกือบทุกคน ถูกจัดใหเปน “schizophreniform disorder” และอีก 2 ปตอมา ผูปวยถึงรอยละ 73 ถูกวินิจฉัยอีกครั้ง แลวพบวาเปน schizophrenia โดยการอธิบายความหมายผูปวย schizophreniform disorder กลับมาสูสภาวะปกติ ภายในระยะเวลา 6 เดือน และในบางกรณีโรคนี้อาจเปนเพียงชั่วคราว ที่มาจากการเกิดขึ้นมากกวา 1 ครั้งหลังจากชวงระยะเวลาที่ยาวนานของ full zemission และถารวมเขากับเวลาของอาการก็จะเกินกวาระยะเวลา 6 เดือน อยางไรก็ตาม schizophrenia ก็ควรถูกพิจารณา หรือคำนึงถึงดวย

การวินิจฉัยแยกโรค
ถือไดวาเปนเรื่องสำคัญ ที่ในครั้งแรกจะตองบอกถึงความแตกตาง ของ schizophreniform จาก psychoses ที่สามารถเกิดขึ้นจาก medical conditions โดยดูจากรายละเอียดของประวัติ และผลการตรวจรางกาย และเมื่อใดที่แสดงอาการ รวมถึงการทำการทดสอบทางหองปฏิบัติการ หรือมีการศึกษาจากการนึกคิด ซึ่งประวัติของการใชยา นั้นรวมถึง over-the-counter medications และยาสมุนไพร ถือไดวาเปนสวนสำคัญมาก สามารถทำ ใหเกิดโรคทางจิตที่รุนแรง ถึงแมวาอาจจะไมเปนไปไดเสมอไปที่จะแยกแยะ substance-induced psychosis จาก other psychotic disorders cross-sectional และการเกิดขึ้นอยางรวดเร็วของ psychotic symptoms ในผูปวยที่มีประวัติอันมีลักษณะสำคัญ สามารถนำไปสูขอสงสัยของ a substance-induced psychosis ซึ่งรายละเอียดของขอมูล ใชทั้งประวัติผูปวย และ toxicological screen อาจถือไดวามีความสำคัญสำหรับการวางแผนรักษาของแตละบุคคลที่มีอาการเริ่มแรกของ psychosis ระยะเวลาของ psychotic symptoms นั้นถือเปนปจจัยหนึ่งที่แยกแยะ schizophreniform disorder จาก other syndromes โดย schizophrenia จะถูกวินิจฉัยออกมาเมื่อระยะเวลาของ ระยะอาการนำ ระยะอาการที่เปน และระยะอาการที่ยังคงเปนอยู นั้นรวมแลวเปนระยะเวลาที่มากกวา 6 เดือน ในขณะที่ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นเปนระยะเวลานอยกวา 1 เดือน แสดงใหเห็นถึงเพียง psychotic disorders ในสวนของ DSM-IV-TR จากการวินิจฉัยโดยสังเขปของ psychotic disorders ไมไดกำหนดถึงการแสดงออกของอาการที่เปนสวนสำคัญที่กระตุนใหเกิดความตึงเครียด การที่จะแยกแยะลักษณะของ mood disorders กับ psychotic จาก schizophreniform disorder ในบางครั้งนั้นถือไดวาเปนการยากมาก และทั้ง schizophreniform disorder กับ schizophrenia สามารถถือเปนโรคที่เปนการวินิจฉัยรวมกับ mood และ anxiety disordersได มากไปกวานั้นสิ่งที่มักทำ ใหสับสนคือ mood symptoms เชน การสูญเสียความสนใจ หรือความพึงพอใจ อาจทำ ใหเปนการยากที่จะแยกแยะออกจาก negative symptoms, avolition และ anhedonia บาง mood symptoms อาจแสดงอาการในชวงระยะเวลาเริ่มแรกของ schizophrenia ดังนั้นประวัติอยางละเอียดของผูปวยในชวงหลายป นั้นถือวาสำคัญมากในการใชอธิบายชี้แจงในคำวินิจฉัย เนื่องจากอาการที่ปรากฏของ psychotic symptoms มีลักษณะเฉพาะตัว ระหวางชวงเวลาของ mood disturbances ที่เปนการแสดงอาการเริ่มแรกของ mood disorders


การรักษา
การนำ เขารักษาในโรงพยาบาล ถือเปนเรื่องสำคัญสำหรับการดูแลรักษาผูปวย schizophreniform disorder ซึ่งทำ ใหเกิดประสิทธิภาพในการประเมิน การดูแลรักษา และการควบคุมดูแลพฤติกรรมของผูปวย โดยที่ psychotic symptoms สามารถถูกรักษาดวย antipsychotic drugs (e.g., risperidone) ซึ่งมีระยะเวลาการรักษานาน 3-6 เดือน และจากงานศึกษามากมายไดแสดงใหทราบวาผูปวย schizophreniform disorder ตอบสนองการใช antipsychotic treatment รวดเร็วกวาผูป่วย schizophrenia และในงานศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง ไดระบุไววาประมาณรอยละ 75 ของผูปวย schizophreniform disorder และเพียงรอยละ 20 ของผูปวย schizophrenia มีการตอบสนองการใช antipsychotic medications ภายใน 8 วัน และในการวิจัยการใช lithium (Eskalit),carbamazepine (Tegretol) และ valproate (Depakene) มีความเปนไปไดตอไปที่จะถูกรับรองใหใชในการรักษาและปองกันโรค ในกรณีที่ผูปวยรายนั้นกลับมาเปนโรคอีกครั้ง และการฟนฟูสภาพจิตหรือจิตบำบัด ถือไดวาเปนเรื่องสำคัญในการชวยผูปวยแยกแยะ psychotic experiences ใหเขาใจเกี่ยวกับสภาพจิตใจของผูปวยเอง และการดำ เนินชีวิตที่ปกติ และการรักษาทางจิตเวชดวยไฟฟา (Electroconvulsive therapy) อาจถูกใชในผูปวยบางราย โดยเฉพาะอยางยิ่งรายที่ไมสามารถเคลื่อนไหวได หรือมีลักษณะที่ซึมเศรา หดหู

สรุป
จากเนื้อหาขางตนจะเห็นไดวาโรค schizophreniform disorder มีลักษณะการวินิจฉัยและการดำ เนินโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวและแตกตางจากโรค schizophrenia ในบางอาการและระยะเวลาการเกิดโรค อยางไรก็ตามสุดทายแลวผูปวย schizophreniform disorderสวนมากจะกลายไปเปนผูปวย schizophrenia ทั้งๆ ที่ไดรับการดูแลรักษา ซึ่งในกรณีของคนไขดังกลาว การควบคุมและจัดการที่สอดคลองกันกับความเจ็บปวยที่เรื้อรัง (chronic illness) จะตองถูกกำหนดและวางกฎเกณฑไวทั้งการรักษาดวยยา จิตใจ สังคมครอบครัวและสิ่งแวดลอม

เอกสารอ้างอิง

อำนาจ รัตนวิไล.  (July-September 2012).  บทความฟนวิชา Schizophreniform Disorder”เวชสารแพทยทหารบก. 65(3) : 203-206 

โรคกลัว (Phobia)

โดย นางสาวมารียานา เลาะแมง
นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ 


        โรคกลัว (Phobia) จัดเป็นความผิดปกติทางจิตเวชอย่างหนึ่ง ลักษณะที่สำคัญที่พบในผู้ป่วยโรคนี้ก็คือ ผู้ป่วยจะมีความกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และไม่สมเหตุสมผลเมื่อได้เผชิญกับสิ่งหรือสถานการณ์ซึ่งผู้ป่วยกลัว ทำให้ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัว พร้อมกันนั้นผู้ป่วยจะมีอาการทางกายเกิดขึ้นด้วย เช่น ใจสั่น หายใจลำบาก วิงเวียนศรีษะ เหงื่อออก มือสั่น และเป็นลม โดยอาการดังกล่าวต้องเกิดขึ้นซ้ำๆ กันเป็นเวลานานอย่างน้อย 6 เดือน

อาการของโรคกลัว แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด

       ชนิดที่ 1 เป็นอาการกลัวเฉพาะอย่าง (Specific phobia) เช่น กลัวสัตว์ กลัวที่แคบๆ หรือกลัวที่สูง

       ชนิดที่ 2 เป็นการกลัวกิจกรรมเกี่ยวกับสังค (Social phobia) เช่น การพูดคุยกับผู้อื่น การพูดหน้าชั้นเรียน

       ชนิดที่ 3 เป็นการกลัวอยู่ในที่ชุมชนหรือที่โล่งแจ้ง (Agoraphobia) ในกรณีนี้ผู้ป่วยจะกลัวสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก กลัวการออกนอกบ้าน ฯลฯ

สาเหตุของโรคกลัว
       สาเหตุของโรคนี้พบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม เช่น อาจจะเห็นญาติสนิทกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก่อน หรือทราบอันตรายจากการบอกเล่า รวมถึงผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติทางบุคคลิก เช่น เป็นเด็กขี้อายและแยกตัวเอง ฯลฯ อายุของผู้ป่วยจะมี 2 ช่วงด้วยกันค่ะ คือ ช่วงเด็ก และช่วงอายุ 25 ปี บางรายอาจมีอาการกลัวจนถึงวัยผู้ใหญ่มักจะมีอาการเรื้อรัง ส่วนวิธีการรักษาแพทย์จะใช้การทำจิตบำบัดและยาในการรักษา


โรคกลัวที่ชุมชน(Agoraphobia) 


           โรคกลัวที่ชุมชน หรือ อาการกลัวที่โล่ง (อังกฤษ: Agoraphobia) เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากความกลัวที่จะเกิดอาการตื่นตระหนก (panic attack) ในสถานที่ที่หนีออกไปลำบากหรือไม่มีคนช่วยเหลือ ผู้ป่วยจากโรคกลัวที่ชุมชนจึงมักหลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจหมกตัวอยู่ในบ้านและไม่กล้าออกจากสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัย

ผู้ค้นพบ
       สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Institute of Mental Health)

ความแตกต่างระหว่างเพศ
       โรคกลัวที่ชุมชนเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2 เท่า ความแตกต่างระหว่างเพศอาจจะเกิดจากปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่เอื้อให้เพศหญิงแก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงมากกว่าเพศชาย ทฤษฎีอื่นๆได้เสนอว่าผู้หญิงมักจะใฝ่หาความช่วยเหลือจึงทำให้ได้รับการวินิจฉัยมากกว่าเพศชายที่มักจะพึ่งสุราเพื่อหลีกหนีความวิตกกังวลและทำให้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้เสพติดสุราแทน และบทบาททางเพศของหญิงตามประเพณีเดิมก็ทำให้ผู้หญิงตอบสนองต่อความวิตกกังวลด้วยการพึ่งพาและความสิ้นหวัง ผลการวิจัยยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างแน่ชัดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างเพศในโรคกลัวที่ชุมชน

สาเหตุโรคกลัวที่ชุมชน
       สาเหตุของการเกิดโรค อาการกลัวที่โล่งยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด คาดว่าอาการกลัวที่โล่งเกี่ยวข้องกับอาการวิตกกังวลอื่นๆสภาพแวดล้อมที่เคร่งเครียดและการใช้สารเสพติด อาการนี้พบมากในเพศหญิง การใช้ยากดประสาทและยานอนหลับ เช่น เบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepines) อย่างต่อเนื่อง จัดเป็นเหตุให้เกิดอาการกลัวที่โล่งเพราะการหยุดใช้ยาและการรักษาอาการติดยาดังกล่าว ทำให้อาการกลัวที่โล่งทุเลาลง

       งานวิจัยยังได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างอาการกลัวที่โล่งและความลำบากในการรับรู้เชิงสถานที่ (spatialorientation) คนปกติสามารถรักษาสมดุลของข้อมูลรวมจากระบบการรักษาสมดุล (vestibular system) ระบบการรับภาพ (visual system) และการรับรู้อากัปกิริยา (proprioception) แต่ในผู้ที่มีอาการกลัวที่โล่งจะพึ่งพาระบบการรับภาพและการรับรู้อากัปกิริยามากขึ้นเพราะระบบการรักษาสมดุลทำหน้าที่ลดลง ทำให้เสียการรับรู้ได้ง่ายเมื่อการมองเห็นกระจัดกระจาย เช่น ในที่โล่งแจ้งหรือท่ามกลางฝูงชน และอาจจะมีอาการสับสนเมื่อประสบกับความลาดเอียงหรือพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอเช่นเดียวกัน ในการศึกษาความจริงเสมือน (virtual reality) ผู้กลัวที่โล่งโดยเฉลี่ยสามารถจัดการข้อมูลภาพและเสียงที่เปลี่ยนไปได้แย่กว่ากลุ่มควบคุม

อาการโรคกลัวที่ชุมชน
       วิตกกังวลนี้มักจะประกอบด้วยความกลัวการขายหน้าต่อประชุมชน เพราะอาการกลัวที่โล่งเป็นอาการนำของอาการตื่นตระหนกที่ทำให้ผู้ป่วยคลุ้มคลั่งต่อหน้าผู้อื่น ผู้ที่มีอาการกลัวที่โล่งจะมีอาการตื่นตระหนกในสถานการณ์ที่ตนเองอึดอัด รู้สึกไม่ปลอดภัย ควบคุมไม่ได้ หรือห่างไกลจากสิ่งที่สามารถช่วยเหลือเขาได้ ในรายที่มีอาการมากจะอยู่แต่กับบ้านไม่ออกไปไหนเป็นปีๆ ผู้มีอาการจำนวนมากชอบที่จะมีผู้มาเยี่ยมอยู่ในบริเวณที่พวกเขาควบคุมได้และ ชอบที่จะทำงานในที่ๆรู้สึกว่าปลอดภัย ถ้าผู้กลัวที่โล่งออกไปจากเขตปลอดภัยของตน อาจจะเกิดอาการตื่นตระหนกได้ ความชุกของอาการกลัวที่โล่งในสหรัฐอเมริกาคือประมาณร้อยละ 5 ต่อปี

การรักษาโรคกลัวที่ชุมชน
       การรักษาโรคกลัวที่ชุมชนหรืออาการกลัวที่โล่ง สามารถทำได้โดยให้ผู้ป่วยเข้าไปเผชิญกับสิ่งที่ตนกลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (graded exposure) จนผู้ป่วยเกิดความชินชากับสิ่งนั้นเช่นในผู้ป่วยที่กลัวความสูงเราอาจให้ผู้ป่วยขึ้นไปนั่งริมระเบียงชั้น 2 วันละ 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเกิดอาการกลัว เมื่อเริ่มไปนั่งแต่อาจจะกลัวไม่มากนักเพราะอยู่แค่ชั้น 2 ความกลัวจะค่อยๆลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และแทบจะไม่กลัวเลยเมื่อหมดเวลา 1 ชั่วโมง วันต่อมาให้ทำแบบเดิมอีกผู้ป่วยก็จะกลัวอีกเมื่อเริ่มออกมานั่งแต่จะกลัวน้อยกว่าและจะหายเร็วกว่าเมื่อวาน ทำทุกวันจนผู้ป่วยหายกลัวความสูงระดับชั้น 2 ก็ให้ขึ้นไปทำแบบเดียวกันกับชั้น 3 และเลื่อนชั้นไปเรื่อยๆจนถึงระดับที่ผู้ป่วยพอใจ 

เอกสารอ้างอิง 

กลุ่มอาการทางโรคจิต ( กลุ่มอาการทางโรคจิต )

โรคจิตเป็นการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจที่รุนแรง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคจิตจะมีลักษณะดังนี้
       - บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก (Personality change)
       - ไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง (Out of reality)
       - ไม่รับรู้ว่าตนเองป่วย (No insight)

อาการที่พบได้ในผู้ป่วยโรคจิตมักจะดูแปลก ไม่น่าจะเป็นจริงได้ ที่พบได้บ่อยๆได้แก่

       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= อาการหลงผิดหรือมีความเชื่อที่ผิด (delusion) เช่น หลงผิดว่าจะมีคนมาทำร้าย, หลงผิดว่าคนอื่นมารู้หรืออ่านจิตใจตนเองได้, หลงผิดคิดว่าคนอื่นเขาพูดถึงแต่เรื่องของตนเอง, หลงผิดคิดว่าตนเองถูกบังคับโดยจิตใจของคนอื่น เป็นต้น

       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= อาการประสาทหลอน (hallucination) มีลักษณะที่มีการรับรู้ที่ผิดปกติไป เช่น มีหูแว่ว, เห็นภาพหลอน, รู้สึกว่ามีแมลงไต่ตามตัว

       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= ลักษณะการพูดที่ไม่เป็นระบบ (disorganized speech) ทำให้เวลาฟังแล้วผู้ฟังรู้สึกสับสน ฟังไม่รู้เรื่อง

       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= พฤติกรรมแปลกๆ (bizarre behavior) เช่น ยืนแข็งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ, ถอดเสื้อผ้าเดินรอบบ้าน เป็นต้น

       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= อาการด้านลบ (negative symptom) เช่น เก็บตัวเงียบไม่ยอมพบผู้คน, ไม่พูดไม่สบตา เป็นต้น
อาการเหล่านี้อาจจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ ไม่ได้เกิดตลอดเวลาก็ได้ โดยเฉพาะในระยะแรกของโรค แต่เมื่อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาการจะมากขึ้นและทำให้เสียหน้าที่การงาน บางครั้งอาจเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเอง หรือบุคคลอื่นก็ได้
  
โรคที่มีกลุ่มอาการทางโรคจิตมีหลายโรค ได้แก่
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Schizophreniform
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Schizophrenia
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Schizoaffective disorder
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Delusional disorder
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Brief psychotic disorder
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Mood disorder with psychotic feature
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Psychotic disorder due to general medical condition
       https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhosdGU9h035hkv5KrdqRB2avOh9CV0E1JYp3Sbk0tI0pq_YcWPOrGVR-tiBbdf_h8i660p9opjR8b1ZGXPF7ac4Y1gfezEaVuNWXcoo6l0XqYN9ANfB-t1WfY0ySe9Fo4P_tFXYYOM2bTX= Substance induced psychotic disorder

เอกสารอ้างอิง


สุขภาพจิต (Mental Health)

โดย            นายเอกรินทร์ บุญมาก
นางสาวมารียานา เลาะแมง
นักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์

        สุขภาพจิต (Mental Health) หมายถึง ภาวะจิตใจที่เป็นสุข สามารถปรับตัวแก้ปัญหา สร้างสรรค์ทำงานได้ มีความรู้ สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความมั่นคงทางจิตใจ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ อยู่ในสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ (จากรายงานการวิจัยการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต; 2545)
      
       สุขภาพจิตที่ดี คือ ความสามารถที่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม โดยไม่จำเป็นจะต้องปล่อยให้เป็นไปตาม อำนาจของ สิ่งแวดล้อมทุกอย่าง แต่ไม่เอาแต่ใจตัวเองหรือไม่คำนึงถึงผู้อื่น สุขภาพจิต ย่อมมีความเหมือนกันกับ สุขภาพกาย ย่อมมีเวลาเสื่อมบ้าง โทรมบ้างสลับกันไป เป็นธรรมดาผู้ที่มีปกติทาง สุขภาพจิต ที่สมบูรณ์ตลอดเวลานั้นหายาก บางคน ต้องล้มป่วยเป็นโรคนี้บ้าง โรคนั้นบ้าง อันเป็นผลมาจากสุข

       ลักษณะของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี
           ผู้ที่มี สุขภาพจิต ดีจะสามารถเผชิญกับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างดีทั้งในสถานการณ์ปกติ และไม่ปกติและ สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้

ผู้ที่มีสุขภาพจิตดีนั้นจะต้องมีลักษณะดังนี้
       1. เป็นผู้ที่รู้จักและเข้าใจตนเองอย่างดี ซึ่งจะแสดงออกในรูปของ
              - ยอมรับความผิดหวังได้อย่างกล้าหาญ
              - ใจกว้างพอที่จะยอมรับและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น
              - ประมาณความสามารถของตนเองได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
              - ยอมรับสภาพความขาดแคลนหรือขีดจำกัดบางอย่างของตนได้ และยอมรับนับถือตนเอง
              - สามารถจัดการกับสภาพการณ์หรือเหตุการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนได้
              - พอใจและชื่นชมยินดีต่อความสุขหรือความสำเร็จของตนที่เกิดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม

       2. เป็นผู้ที่รู้จักเข้าใจผู้อื่นได้ดี ซึ่งแสดงออกในรูปของ
              - ให้ความสนใจและรักคนอื่นเป็นและยอมรับความสนใจและความรักใคร่ที่คนอื่นมีต่อตน
              - เข้าใจและยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล
              - เป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี
              - เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ
              - มีความรับผิดชอบต่อหมู่คณะหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวโยง

       3. เป็นผู้ที่สามารถเผชิญกับความจริงในชีวิตได้เป็นอย่างดี เช่น
              - แก้ปัญหาและเผชิญกับอุปสรรคได้ด้วยตัวเอง โดยไม่หวาดกลัวมากนัก
              - มีการวางแผนล่วงหน้าในการกระทำงานหรือการปฏิบัติงานต่าง ๆ
              - ตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิตไว้สอดคล้องกับความจริง
              - ตัดสินใจในปัญหาต่างๆ ได้อย่างฉลาด ฉับพลัน ปกติปราศจากการลังเลหรือเสียใจภายหลัง


       ผู้มีสุขภาพจิตดีจะต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ผู้มีสุขภาพจิตดีจึงเป็น ผู้ที่ปรับตัวได้ดี เป็นผู้รู้จักและเข้าใจผู้อื่นได้ดีและสามารถเผชิญกับปัญหา และความจริงแห่งชีวิตได้ดี
       ส่วนผู้ที่มีสุขภาพจิตไม่ดีก็คือ ผู้ที่ปรับตัวได้ไม่ดี ( Mal - adjusted person ) จะเป็นบุคคลที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับ ผู้ที่ปรับตัวได้ดี ( Well adjusted person ) นั่นเอง ไม่รู้จักและไม่เข้าใจตนเอง ไม่รู้จักและไม่เข้าใจผู้อื่น ตลอดจนไม่สามารถเผชิญปัญหาและความจริงแห่งชีวิตได้ ทำให้ไม่ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
       คนปกติเมื่อตกอยู่ในภาวะหรือเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จะทำให้เกิดความตึงเครียดเป็นเวลานาน พฤติกรรมอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น มีอารมณ์แปรปรวน มีความคิดสับสน การรับรู้ผิดไปจากปกติ จนทำให้ไม่สามารถ ประกอบกิจกรรม เพื่อดำรงชีวิตที่ปกติได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา สุขภาพจิต ปัญหาจะมีความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา และระยะเวลาที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจ มีปัจจัยมากมายที่ก่อให้เกิดปัญหา สุขภาพจิต เพราะจิตใจของมนุษย์เป็นสิ่งละเอียดอ่อน เกิดความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลา แล้วแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม พฤติกรรมที่แสดงออกนั้นจะแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้าที่มากระทบ ส่งผลให้มี สุขภาพจิต ในรูปแบบต่าง ๆ กัน คืออาจมี สุขภาพจิตดี สุขภาพจิต ไม่ดีหรือเจ็บป่วยเป็นโรคประสาท โรคจิต หรือมีปัญหา สุขภาพจิต เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง